ทั่วทั้งห้องประชุมเต็มไปด้วยเสียงซุบซิบต่างๆนาๆชวนให้ปวดหัวสายตาแทบทุกคู่จับจ้องอยู่ที่คาริมจนผู้อำนวยการโบกมือเป็นสัญญาณให้เงียบ
“การคัดเลือกเข้าบ้านและการปฐมนิเทศจบแต่เพียงเท่านี้ขอให้ทุกคนแยกย้ายไปได้”
มันเป็นการปฐมนิเทศที่สั้นที่สุดในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว
คาริมเดินตามหนึ่งในคณะครูซึ่งจะนำทางเธอไปยังบ้านไวซุสซึ่งตอนนี้คาดว่าคงจะกลายเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ไปเสียแล้ว
ตัวบ้านอยู่ใกลจากสถาบันมากกว่าหอพักทั่วไปมีลักษณะคล้ายแมนชั่นผีสิงก็มิปานด้วยรูปลักษณ์ที่ดูเก่าเก็บโครงสร้างภายนอกเป็นหินอ่อนแทบทั้งสิ้นในตัวบ้านมีห้องนอนจำนวนมากและห้องปฏิบัติการเฉพาะกิจต่างๆอุปกรณ์ทุกชิ้นจัดอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานห้องทุกห้องถูกทำความสะอาดไว้อย่างดี
ส่วนเรื่องอาหารการกินต้องทำเองทว่าวัตถุดิบต่างๆจะมีคนนำมาส่งให้เป็นประจำ
“จากนี้ไปคุณต้องดูแลที่นี้ด้วยตัวเองนะครับ”
“ไม่มีปัญหา”
“ขอให้โชคดีครับ”
กล่าวจบครูท่านนั้นจึงจากไป
คาริมเลือกหยิบวัตถุดิบที่ใช้ทำอาหารมาราวๆ2-3ประเภทแล้วจึงประกอบอาหารอย่างง่ายกินเองในห้องครัวเลยเนื่องจากห้องอาหารอันกว้างใหญ่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้และมันจะเป็นการเหนื่อยเปล่าจากนั้นขึ้นไปสำรวจห้องส่วนตัวพบว่าสัมภาระถูกจัดเข้าที่เรียบร้อยแล้วมีตำราจัดไว้ให้เบ็ดเสร็จ
“อื้อหือ....”
เจ้าตัวก็อดทึ่งไม่ได้จริงๆเนื่องจากเป็นครั้งแรกที่มีการเตรียมการอย่างดีเพื่อเธอราวกับเป็นบุคคลสำคัญสำหรับวันแรกซึ่งไม่มีอะไรทำเลยคาริมจึงหยิบตำราที่ท่านผู้อำนวยการบรรจงจัดเตรียมไว้ให้ขึ้นมาอ่านเล่นแล้วพบว่าเนื้อหาในนั้น99.99%ตนผ่านมันมาหมดแล้วและพบว่าใช้จริงแทบไม่ค่อยจะได้กลายเป็นหนังสือปัญญาอ่อนไปซะหมดหนังสือมัดที่สองค่อยสะดุดตาขึ้นมาหน่อย...
อักษรรูน
ศาสตร์อัญเชิญอย่างง่าย
ศาสตร์มืดและการแช่งสาป
“น่าเบื่อเป็นบ้า”
จากนั้นก็ทิ้งตัวลงนอนจนตื่นขึ้นในเช้าวันใหม่รวมเวลานอนแล้ว11ชั่วโมงเลยทีเดียว
เมื่อเวลาเช้ามาถึงคาริมจัดแจกธุระส่วนตัวอย่างเร็วและตรงดิ่งไปโรงอาหารรวมเนื่องจากขี้เกียจทำอาหารเองชุดสำหรับนักเรียนที่แต่งไปเป็นแบบมาตรฐานคือเป็นเสื้อเชิ้ตแขนกุดสีขาวกระโปรงทรงเอสีเทาถุงเท้าสีน้ำเงินเข้มยาวถึงหน้าแข้งและรองเท้าหนังสีน้ำตาล
สิ่งที่ทำให้ชุดของเธอต่างจากนักเรียนคนอื่นคือประการแรกไม่มีผ้าคลุมสุดหรูและประการที่สองคือมีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้นที่ผู้ไท้สีดำทันทีที่ก้าวเข้าโรงอาหารคาริมตกเป็นเป้าสายตาทันทีเนื่องจากเครื่องแบบที่แตกต่างแล้วหูยาวแหลมอันเป็นลักษณะเด่นของเอล์ฟ
ทว่าระหว่างที่กำลังตักอาหารใส่ปาก....
“แกเป็นแค่เอล์ฟมาทำอะไรในสถาบัณของชนชั้นสูงหืม?”
เสียงแหลมบาดแก้วหูดังขึ้นพร้อมมือขาวนวลฟาดลงบนโต๊ะทุกสายตากำลังจับจ้องมาที่โต๊ะของคาริมเด็กผู้หญิงรุ่นราวคราวเดียวกันยืนล้อมโต๊ะเธออยู่บรรยากาศในโรงอาหารเงียบกริบ
‘ตูไม่น่าขี้เกียจเล้ยพับผ่าสิ’
คาริมคิดในใจแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไปยังคงตักอาหารใส่ปากไปเรื่อยๆ
“นี่รู้มั้ยว่าใครกำลังพูดกับแกนังเอล์ฟ?
นี่องค์หญิงเฟร์เซีย แห่ง กราลส์ นะยะ!!”
เด็กหญิงที่ดูท่าทางเป็นลิ่วล้อออกตัวบ้างโดยประกาศบารมีของหัวโจกแต่คาริมยังคงเมินเฉยกระทั่งองค์หญิงขึ้นมายืนบนโต๊ะง้างเท้าหมายกระทืบหัวเอล์ฟให้จมลงไปในถ้วยซุปที่เจ้าตัวบรรจงตักกินอย่างใจเย็น
เพล้ง!!
“กรี๊ดดด!!!! นังเอล์ฟหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!!?”
รองเท้าหนังอย่างดีของผู้ที่เรียกตนเองว่าองค์หญิงกระทืบลงบนถ้วยซุปทีทำจากกระเบื้องจนแตกกระจาย
“โตป่านนี้ยังเล่นอะไรเป็นเด็กไปได้
เนี่ยนะองค์หญิง?ครองราชย์เมื่อไหร่ประเทศคงล่มจมภายใน3วันแน่นอน”
ว่าจบเอล์ฟปากเสียก็สะบัดหลังจากไปทิ้งความร้าวฉานไว้เบื้องหลัง
“บังอาจมาก!!!ถึงองค์หญิงจะแค่ปี1แต่พลังเวทย์ระดับ5เชียวนะยะ!!”
ลิ่วล้อหมายเลขหนึ่งกล่าว
“โห...กลัวตายล่ะน่ะฉันซัดพวกระดับ15มาแล้วยังไม่อวดซักคำ”
“งั้นก็รับไปซะ!!! ไลท์นิ่ง......
อุ๊บ!!!!”
เฟร์เซียดึงพลังธาตุลมเข้าจรดที่ปลายนิ้วพลางขยับปากท่องคาถาแต่แล้วก็ปรากฏภาพที่ทำให้นักเรียนแทบทั้งสถาบันต้องตกตะลึง!!!
“ปึ้งง!!!!"
ด้วยระยะห่างเพียงสิบก้าวคาริมเข้าประชิดผู้ร่ายเวทย์อย่างรวดเร็วมือขวาปิดปากเพื่อขัดจังหวะการท่องคาถามือซ้ายล๊อคจับข้อมือขวาของเหยื่อที่กำลังรวบรวมพลังจากธรรมชาติแล้วเหวี่ยงร่างขององค์หญิงจอมยโสฟาดลงกับโต๊ะอาหารจนโต๊ะเจ้ากรรมหักคาที่ผู้ช่วยอีกสองคนกำลังจะนำคทาออกมาจากแผ่นผนึกแต่คาริมไวกว่าเพียงแค่เอล์ฟสาววาดมือผ่านอากาศวูบเดียวร่างของเด็กสาวทั้งสามก็ถูกโยนออกไปนอกโรงอาหารราวกับมีมือที่มองไม่เห็นจับพวกหล่อนโยนมันออกไป
“จะเกรียนทั้งทีก็หัดเลือกเหยื่อบ้างนะองค์หญิง
~”
ทุกอย่างเกิดขึ้นและจบลงด้วยเวลาอันรวดเร็วนักเรียนนิสัยเสียผู้ยกตนข่มผู้อื่นถูกกำหราบโดยเอล์ฟนิสัยเสียอย่างง่ายดาย
ท่ามกลางความตกตะลึงสภานักเรียนก็แห่กันเข้ามาล้อมเอล์ฟเจ้าปัญหาไว้ทันที
“ถ้าคิดจะก่อเรื่องก็ต้องมาเจอกับพวกเรานี่เจ้าเอล์ฟ!!”
นักเรียนชายปีห้ามาถึงก็ตะเบ็งเสียงแสดงความเก๋าสังขารว่ากลัวคนทั้งโรงอาหารไม่ได้ยินหน้าตาหล่อเหลาหุ่นสุดเฟิร์มสาวๆพากันวี้ดว้าดกระตู้ฮู้บาดแก้วหู
‘จัดการมันเลยท่านไดส์’
ไดส์??
ชื่อยังกะอุปกรณ์ที่มีไว้ใช้เล่นการพนันนิ? สงสัยพ่อแม่หมอนี่ผีพนันชัวร์
ทำทีราวกับจะมีมวยคู่เอกฝูงชนเอ๊ยนักเรียนโห่ร้องเชียร์อย่างบ้าคลั่งคณะที่เหล่าสภานักเรียนราวๆสิบกว่าคนเข้าตะลุมบอนกับเอล์ฟเพียงคนเดียว
“ถึงจะเป็นนักเรียนแต่หล่อนก็เป็นเชื้อพระวงศ์ทำแบบนี้สถาบันนี้อาจมีปัญหาที่ตามมาไม่รู้จบคิดบ้างรึเปล่านังเอล์ฟ!!?”
“บังเอิญว่าไม่ได้คิดว่ะ”
เจอบทดวลน้ำลายสุดเร้าร้อน(?)เข้าไปกองเชียร์ยิ่งคลุ้มคลั่งมากขึ้น
‘เออ...ไหนๆตูก็กำลังจะเป็นดาราละขอเต็มเหนี่ยวเลยละกัน’
ว่าแล้วก็กระโดดเข้าไปซัดกับสภานักเรียนด้วยความเมามันส์หลบทีทุ่มคนโน้นซัดคนนี้สกัดเวทย์ของนักเรียนหญิงหรือประทับเบอร์รองเท้าที่ริมฝีปากของนักเรียนชายไม่ว่าจะทำอะไรโรงอาหารได้เปลี่ยนเป็นสนามมวยเรียบร้อยแล้ว.....
“พอแค่นั้นแหละ!!!!”
เสียงชายแก่ดั่งลั่นสนั่นปฐพีราวกับอัศนีพิโรธเยี่ยงคนขายเนื้อจากนิยายตะวันออกชื่อดังเรื่องหนึ่ง.....
มันดันเป็นเสียงของท่าน ผ.อ ซะนี่....
“โฮะโฮ่ว....การออกกำลังกายยามเช้าจบแค่นี้แหละขอให้นักเรียนทุกคนไปเข้าชั้นเรียนนะจ๊ะ
~”
เสียงหัวเราะและลูกกระแดะอันเป็นเอกลัษณ์ช่วยให้สนามมวยกลับไปเป็นโรงอาหารอีกครั้ง
บรรดานักเรียนต่างแยกย้ายกันออกไปบางส่วนแบกเพื่อนที่หมดสภาพไปส่งห้องพยาบาล
“สร้างวีรกรรมตั้งแต่วันแรกเลยนะคะคาริม”
แว่วเสียงหวานมาแต่ใกล....
คาเรนนั่นเอง!
“ช่วยไม่ได้อยากมาเกรียนก่อนเองนิ?”
คาริมตอบแบบไร้ความรับผิดชอบสุดๆ
“กล้าฟัดกับพวกชนชั้นสูงแบบนั้นแน่มากจริงๆค่ะ”
“เห? นั่นน่ะเหรอชนชั้นสูง?”
“ส่วนใหญ่อยู่ดีกินดีไปหน่อยก็เลยเป็นอย่างที่เห็นนี่แหละค่ะ”
“เธอมายืนคุยกับเอล์ฟอย่างฉันเดี๋ยวก็มีปัญหาหรอก”
“ฮิฮิ... คาริมคิดมากน่าเรื่องแค่นี้เอง
ไปก่อนนะไว้เจอกันจ๊ะ”
“อะ...อื้อ”
“โฮะๆ ติดใจคุณหนูคาเรนเข้าให้แล้วรึ?”
และแล้วบรรยากาศอันแสนสดใสก็ถูกท่าน ผอ.
ทลายลงอย่างง่ายดาย
“ยุ่งไม่เข้าเรื่องน่า”
“เด็กคนนั้นน่ะ....ต่างออกไปจากคนอื่นๆนะ”
“ไม่เกี่ยวกับฉันนี่”
ว่าแล้วคาริมก็รีบก้าวฉับๆจากไปทันที
“เกี่ยวสิ....เพราะงั้นเธอถึงต้องมาอยู่ที่นี่ไงล่ะเจ้าหญิงนักฆ่าแห่งหุบเหวเบอร์ลิน”
ทว่าสิ่งที่ชายแก่พูดออกมากลับไปไม่ถึงหูของผู้ที่สมควรจะได้ยินมันเพราะเจ้าตัวเดินไปใกลแล้ว
“โย่ว”
ทันทีที่กลับมาถึงบ้านไวซุสคาริมพบชายคนหนึ่งซึ่งเจ้าตัวคาดว่าคงเป็นอาจารย์ประจำตัวผมกระเซิงสีเงินนัยน์ตาสีเหลืองทองดุจสัตว์ร้ายโอเวอร์โค้ตสีดำสวมทับเชิ้ตสีขาวผูกไท้หลวมๆที่ชายเสื้อแลบออกมานอกกางเกงขายาวสีดำและรองเท้าแตะ
“เอ่อ... สวัสดี?”
“ไคล์ ดาร์คเมอร์ซี่ อายุ27ปี
เคยทำงานให้กับโบสถ์มาก่อน นับตั้งแต่วันนี้จะมาเป็นครูให้กับเธอนะ”
ว่าจบเขาหยิบบุหรี่ขึ้นจุดสูบ
“เหม็น”
คาริมสบถทันที
“หืม? ว่าไงนะ?”
ไคล์ทำหูทวนลม
“บอกว่ามันเหม็น”
“ถ้ารังเกียจมันนักก็ทำให้ฉันหยุดสูบมันให้ได้สิ”
หมับ!!!
ผิดคาดทีเดียว....คุณครูคนใหม่คว้าข้อมือคาริมไว้ได้ก่อนที่จะดึงดาบสั้นออกจากฝักด้วยซ้ำ
“เฮ้ย.....”
เอล์ฟตัวแสบถึงคราวได้อึ้งกับเขาบ้างแล้ว....
“ไม่มีใครเคยสอนเรอะว่าวิถีแห่งเกรียนน่ะ...มันใช้กับพวกเดียวกันไม่ค่อยได้ผลน่ะ?”
ไคล์กล่าวพลางพ่นควันบุหรี่ใส่หน้าเอล์ฟสาวเต็มๆจนเจ้าตัวต้องเบือนหน้าหลบ
“บอกว่ามันเหม็น!!!!”
เนื่องจากอารมณ์ฉุนกึกก๊อกที่สองแตกคาริมกะซัดกำปั้นเข้าใส่หน้าคุณครูคนใหม่
ปั่บ!
ในระยะเผาขนเขายังรับหมัดเธอได้สบายๆ
ผลั่ก!! ตึง!!!
และตอบโต้โดยการซัดปลิวติดกำแพงด้วยขาซ้าย
อ้ออก!!!
เอล์ฟตัวแสบถึงกับกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง
“เอ้า บทเรียนแรกเพิ่งเริ่มเองนะ
หมอบแล้วเรอะ?”
“ยังหรอกน่า!!!”
ว่าแล้วคาริมวาดมือไปยังทิศทางที่ไคล์กำลังเดินเข้ามาหาตนทว่าเขายกแขนขึ้นกันแล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น.....
“คิดเหรอว่าแค่‘พลัง’อ่อนๆแบบนี้จะซัดฉันคนนี้ให้ปลิวแบบคุณหนูพวกนั้นได้น่ะ?
คิดผิดทีเดียวล่ะ”
“นาย.....รู้จักมันด้วยเหรอ?”
“ถ้าไม่รู้แล้วเค้าฉันจะมาเป็นอาจารย์ทำปลวกอะไรล่ะ?
ของจริงน่ะมันต้องแบบนี้!!!”
กล่าวจบไคล์ง้างมือข้างหนึ่งไปข้างหลังแล้วซัด‘พลัง’เข้าใส่ร่างบางที่ยังคงนั่งพิงอยู่กับกำแพง
ตูม!!!!
ร่างบางๆของเอล์ฟสาวถูกระเบิดสุญญากาศอันจนปลิวทะลุกำแพงหน้าบ้านกลิ้งไปนอนหมอบอยู่หน้าประตูอย่างหมดสภาพ.....
“อ่ออก.. โอย....”
หลังกระอักเลือดคำโตคาริมถึงกับครางออกมาโดยไม่รู้ตัว
“อ้าวซี่โครงหักเลยเหรอ?
ท่าจะเล่นแรงไปหน่อยแฮะ”
เจ้าของผลงานยังคงกล่าวอย่างสบายอารมณ์ราวกับเป็นเรื่องเล่นๆ
“เอ้า นอนนิ่งๆซิ”
ว่าแล้วก็จัดแจงจัดท่าร่างของคาริมที่ตอนนี้หมดสติไปเรียบร้อยแล้วให้อยู่ในท่านอนหงายแล้ววางมือตรงจุดที่ซี่โครงนั้นหักแล้วร่ายมนต์รักษาอย่างชำนาญจากนั้นจึงพาร่างไร้สติเข้าไปนอนในห้องรับแขก
5 นาทีผ่านไปคาริมพบว่าตอนนี้ตัวเองนอนอยู่บนโซฟาแสนนุ่มเสียแล้ว.....
“นี่นายคงไม่ได้......”
“เฮ้ย
เป็นเด็กเป็นเล็กคิดอะไรทะลึ่งจริงว้อย”
“เห??
ฉันยังไม่ทันพูดอะไรนายออกตัวก่อนแบบนี้แปลว่ากำลังคิดเรื่องแบบนั้นอยู่ล่ะซิ?”
“เฮ้ย นี่ฉันไม่ได้...”
“ลามก…”
เจอตัดบทแบบนี้ทำเอาไคล์เงียบไปครู่หนึ่งด้วยอารมณ์ที่ไม่ค่อยจะสู้ดีเท่าไหร่....
“เฮอะ ฝากไว้ก่อนเถอะ.... ว่าแต่ขยับตัวได้รึยัง?”
และเข้าก็ตัดสินใจทำลายความเงียบลง
“แพ้แล้วเปลี่ยนเรื่องเหรอ? หืม??”
แต่ยัยตัวแสบท่าทางจะไม่ยอมรามือง่ายๆ
“เออ”
คราวนี้คาริมเป็นฝ่ายโดนวิชาตัดบทพิฆาตบ้างเธอเงียบไปนานพอดูเพราะไม่รู้จะซัดกับไคล์ต่อไปยังไง
“อื้อ....แต่ยังรู้สึกฝืดๆอยู่”
“งั้นพักอีกซักหน่อยก็ได้ไว้หัวค่ำฉันค่อยสอนต่อ”
“คราวนี้วิชาการรึ?”
“ของพวกนั้นเธอเองคงรู้มาหมดแล้วล่ะได้ข่าวว่าความรู้เทียบเคียงระดับอาจารย์เลยนิ?”
“พูดมากน่า”
เอล์ฟสาวถึงกับหันหน้าไปทางอื่นเนื่องจากคำถามล่าสุด
จะเรียกว่าเป็นปฏิกิริยาต่อต้านคำยกยอ ก็ไม่ผิดนัก
“ทำไมไม่ลากฉันไปฝึกต่อเลยล่ะ?”
“อย่าเอาฉันไปเทียบกับครูคนก่อนที่สอนเธอซิ
สภาพแบบนี้ทำอะไรไม่ได้มากหรอกไว้พร้อมจริงๆค่อยลุยต่อ เวลาก็มีเป็นปีจะรีบไปทำไม?”
“ก็....ความเคยชินล่ะมั้ง”
“โหมตัวเองจนเคยชินเหรอ?
มันไม่ใช่ความคิดที่ดีนักหรอก”
“แต่การฝึกก็จะล่าช้าลงไป”
คำพูดของเอล์ฟสาวแทบจะทำให้ไคล์หยุดชะงัก....ทุกสิ่งในหัวของเขาแทบจะหยุดนิ่งทีเดียว
“เฮอะ!!....
ไม่ต่างอะไรกับเซเรนซักนิด”
“เจ้าหญิงแห่งเมืองบาดาลอควอเรียสเหรอ?”
“อืม...ตอนมาทำงานกับโบสถ์ใหม่ๆก็ฟิตน่าดูอยากจะทดแทนตำแหน่งผู้ช่วยที่กำลังว่าให้เร็วๆก็โหมฝึกหนักจนร่างกายรับไม่ไหวนอนพักฟื้นเป็นปีตาซ้ายก็บอดสนิทพอลุกขึ้นมาร่างกายก็อ่อนแอลงกว่าตอนแรกที่ฝึกมาสูญเปล่าหมดแล้วก็ไม่ใช่ว่าต้องมาเริ่มใหม่ตั้งแต่0ทว่าเป็น
-50 เลยซะด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นก็จงอย่าได้ทำให้งานของฉันหนักขึ้นเข้าใจรึไม่?”
ไคล์เล่ารายละเอียดอย่างใจเย็นพลางหยิบพ๊อกเก็ทบู๊คในกระเป๋าขึ้นมาอ่าน
“อืม...จะพยายาม”
“ว่าง่ายแบบนี้ค่อยดีหน่อย”
ปั่บ!!!
“ซะที่ไหนกันล่ะ!!!”
ไคล์ถึงกับสับประโยคแทบไม่ทันเนื่องจากเขาประมาทเกินไปจนโดนม้วนหนังสือพิมพ์ฟาดเข้าแสกหน้า
“เอ้า!จะสอนต่อได้รึยัง?”
เอล์ฟสาวที่ดูท่าทางจะสบายดีแล้วกล่าวพลางขยิบตาหนึ่งครั้งนัยว่ากวนประสาท
“เออ...จะเอาให้ถึงกึ๋นเลยล่ะ”
คาริมใช้ดาบสั้นส่วนไคล์ใช้มีดพกทั้งคู่เข้าปะทะกันทันทีที่เดินมาถึงลานฝึกข้างบ้านไวซุสมีเสียงโลหะสีกันจนขนาดที่ว่าหากใครแอบดูการฝึกสอนของครูศิษย์คู่นี้ต้องเกิดอาการรำคาญหูจนทนไม่ไหวแน่นอน
เป็นสายการเรียนที่แปลกแยกแทบจะเรียกได้ว่านอกรีตนักเรียนแทบจะทุกคนเลือกใช้ดาบหรือกระบี่เพราะเป็นเครื่องหมายของอัศวินเป็นตัวแทนของเกียรติยศและศักดิ์ศรีของชนชั้นสูงและนักรบทุกระดับ
ในขณะที่อาวุธสั้นจำพวกมีดหรือดาบสั้นรวมถึงอาวุธที่ผู้ใช้สามารถเก็บซ่อนได้นับเป็นตัวแทนของโจร
คนไม่สัตย์ซื่อหรือจอมหักหลังความหมายแทบจะตรงกันข้ามกับดาบทีเดียว....
ว่ากันตามความเป็นจริง....พวกที่หิ้วดาบในตอนกลางวันถูกมือมีดฆ่ากลางถนนก็มีอยู่ถมไป......
“เอาล่ะ...คราวนี้ทำตัวให้นิ่งเข้าไว้หลับตาแล้วปล่อยตัวเองไปตามกระแสพลังที่ไหลเวียนอยู่ในตัว”
การฝึกรอบค่ำเริ่มขึ้นต่อจากชั่วโมงพักคั่นช่วงการฝึกการต่อสู้สุดหฤโหดซึ่งคาริมกระดูกหักเป็นว่าเล่นเลยทีเดียวแต่ไคล์ก็ใช้มนต์รักษาแล้วลากกลับไปลุยต่อราวกับเป็นการซ่อมตุ๊กตาไม้ขึ้นมาแล้วพังทิ้งซ้ำไปซ้ำมา
คาริมทำตามคำแนะนำของไคล์อย่างว่าง่าย
เธอหลับตาลงปล่อยใจให้ว่างรู้สึกถึงจังหวะการหายใจของตนเอง....สายลมที่ผ่านเข้ามาในร่าง....สายลมที่ออกไปจากร่าง....สายลมที่พัดผ่านใบหูเอื่อยๆ...การไหลเวียนและการแปรผันของอากาศ
การมีอยู่ของวัตถุรอบตัว.....
ก้อนกรวดรอบๆตัวคาริมลอยขึ้นช้าๆแล้วรักษาระดับมั่นคงที่ระดับเอว...
ประสาทรับรู้แผ่กว้างออกไปราวกับจะไม่มีที่สิ้นสุด....
“อ๊ะ..”
คาริมตื่นขึ้น
ก้อนกรวดทั้งหมดร่วงลงพื้นพร้อมกัน
“5 นาที... อืม... ไม่เลวนักสำหรับคนที่กำลังหัดใช้น่ะนะ”
ไคล์มองดูนาฬิกาพกโทรมๆในมือเขาและประกาศผลการฝึกที่น่าพอใจสำหรับเขา
“ความคิดของคนเป็นร้อยๆไหลเข้ามาในหัวแบบนี้มันอะไรกันแน่??”
เอล์ฟสาวไม่ลังเลที่จะให้ครูฝึกไขข้อสงสัยให้
“ประสาทการรับรู้ของพลังไงล่ะ
ฝึกบ่อยๆจะได้ทำได้ใกลขึ้นนานขึ้น”
“มันจะเอาไปใช้อะไรได้?”
“ถ้าจำไม่ผิดเวลาใช้ปืนยาวเธอยิงไม่เคยเข้าเป้าที่เป็นพวกผู้ใช้เวทย์มนต์เลยใช่มั้ยล่ะ?”
“ใช่...พวกนั้นรู้ตัวก่อนทุกทีเลย”
คาริมกล่าวพลางหลบสายตาไปทางอื่นเนื่องจากสิ่งที่กำลังพูดถึงนับเป็นหนึ่งในความอับอายของเจ้าตัวเลยทีเดียว
“ถ้าพวกนั้นอยู่ในขอบเขตการทำงานของพลังของเธอ
เธอสามารถปิดกั้นประสาทสัมผัสเหนือธรรมชาติของพวกนั้นได้
ไว้จะสอนให้ทีหลัง....วันนี้พอแค่นี้ไปพักให้เต็มที่เถอะ”
“อื้อ”
แล้วทั้งสองก็แยกกัน....
ด้วยความเหนื่อยล้า
พอกลับถึงบ้านคาริมไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าหรืออาบน้ำหากแต่ถอดเสื้อเชิ้ตออกแล้วทิ้งตัวลงบนเตียงนุ่มแล้วหลับไปแทบจะทันที....
edit @ 21 Jan 2009 22:14:20 by Feang_sui